letmehelpyouthailand

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???  (อ่าน 6263 ครั้ง)

Khunjo

  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • **
  • กระทู้: 3
  • คำพูดด้านลบไม่สามารถชี้ชะตาอนาคตได้ ...
    • ดูรายละเอียด

สวัสดีครับ พี่ป๊อปครับ ผมชื่อโจครับ ผมเป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่ง อยู่ย่านปิ่นเกล้า มีงานเสริมคือขายของออนไลน์ครับ
ผมมีเรื่องหนึ่งมาปรึกษาครับ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปีที่แล้วผมไปคุยกับผญคนหนึ่ง เธอสวยมาก
ผมเห็นตัวเธอตอนวันที่เพื่อนของผมมาชวนผมมาแสดงความยินดีที่งานรับปริญญา ที่ม.หอการค้า
ระหว่างทางผมเห็นตัวเธอผ่านๆเท่านั้นเอง แต่มาคุยกันจริงๆก็ ในแชทไลน์ครับ แรกๆคุยกันก็ดีครับ ได้คุยกันคบกัน
แต่พอคุยไปคุยมา มีเงียบหายไปช่วงหนึ่ง พอกลับมาคุยกันใหม่ ก็มีเรื่องเดือดร้อนใจผมเข้ามาช่วยตลอด
จนกระทั่ง ผมตอบแทนเขาโดยการชวนไปเลี้ยงข้าว ที่ห้างหรูๆเป็นการตอบแทน
ตอนถึงช่วงระยะเวลานั้น เธอกลับไม่มาตามนัด โทรศัพท์หาเค้าก็โทรไม่ติด ผมจึงรอเก้อ และรีบกลับไป
แต่พอรู้ตัวตอนเห็นภาพในไลน์ก็ช็อคซินีม่า ขึ้นมาเธอไปหาผู้ชายคนนึง ซึ่งผมไม่รู้ว่า เธอสนิทกับเค้าหรือเปล่า
แต่แล้วผมพยายามจะถามเขาว่า ผู้ชายที่อยู่ข้างเธอ เขาเป็นใครกัน แต่แล้วเธอกลับไม่ตอบ พูดเพียงแต่ว่าแค่เพื่อนกัน
ผมก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ ไม่มีความเชื่อใจกันและกันเกิดขึ้น
จากนั้นเป็นต้นมาเวลาก็ผ่านไปเป็นเดือน จนถึงวันเกิดผมเอง เธอมาอวยพรวันเกิดให้กับผมผ่านไลน์ด้วย
และบางทีระยะหลังมีทักทายผ่านไลน์บ้าง แล้วแต่ช่วงเวลาที่งานไม่มี ก็เท่านั้น
และพอถึงช่วงวันเกิดของเธอ ซึ่งช่วงนั้นชนกับวันลอยกระทงพอดี
ผมกะจะชวนเธอไปลอยกระทง แต่เธอมีงานเร่งด่วน ก็เลยไม่มีโอกาส
จนมีอยู่วันหนึ่งผมเกือบจะเจอเธอแล้ว แต่ไม่น่ารีบกลับเลย เพราะต้องรีบไปทำงานต่อด้วยครับ
จนกระทั่ง ช่วงคริสตมาสและปีใหม่ ผมส่งข้อความอวยพรให้เธอไป
แต่น่าเสียดายเธอเงียบหายไปแล้ว ไม่มีวี่แววว่าจะตอบกลับเมื่อไหร่
จนถึงตอนหนึ่ง ที่เธอหายไปอีกรอบเพราะมีงานๆนึงแถวภูเก็ต
ช่วงนั้นผมตั้งใจทำงานจนทำให้ตัวผมรุ่งไปช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น ผมส่งข้อความทักทายไป
ช่วงนั้นที่ห่างไปตอนนี้ 8 เดือนที่แล้วผ่านมานาน ช่วงนั้น ผมตั้งใจจะรอเธอที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แต่ปรากฏว่า ถึงช่วงนั้นนางไม่เห็นผมแล้ว รีบด่วนกลับไป
ความรู้สึกนั้น ผมร้องไห้หนักมาก และผมกลับไปโดยที่ความหวังไม่มี เหมือนคนเสียสูญ
ทำให้วันรุ่งขึ้นผมบอกลาขาดกับเขาผ่านไลน์ ทั้งๆที่ ที่ผ่านมาไม่ได้คบเป็นแฟนกัน
และหลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปแล้ว มีเรื่องๆหนึ่งที่เกิดขึ้นที่ทำงาน งานว่าง ลูกค้าค้างงานเยอะ จนทำให้ตัวผมแห้ว
แห้วไม่พอ รู้สึกเหงา ก็เลยอยากคุยกับพ่อ หาเวลาว่างมาคุยกัน ปรากฏว่าพ่อของผมเมินหนีไป
ผมจึงบอกว่า เจอกันแล้วทำไมต้องหนีด้วยวะ อารมณ์ของผมนั้นร้อนมากเหมือนเด็กช่าง แบบว่าตะหวาดเสียงดังมาก
จนทำให้ตัวผมนอนร้องไห้มา 5 ชั่วโมง เหงามากจนถึงอยากจะคุยกับผู้หญิงลาขาดไปแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสแล้ว
ผมจึงตัดสินใจไปที่ร้านตัดผม ขอร้องช่างให้ตัดหัวโล้นเพื่อลบปรมปัญหาให้หมด
เพื่อให้รู้ว่าสภาพอย่างผม หน้าตาบ้านๆ หัวโล้น มีผู้หญิงคนไหนจะมอง ผมอยากรู้ว่าความรักที่แท้จริงอยู่ที่หน้าตาหรือจิตใจ
 1.บางที เธอที่เงียบหายบ่อยครั้ง อาจจะเกิดที่หน้าตาผม ไม่คู่ควรกับเขา และไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น
 2.บางที พ่อผมไม่คุยด้วย อาจจะเป็นเรื่อง หน้าตาผมรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ
 ทั้งๆที่จิตใจของผม เวลารักใคร รักจริง และที่ได้โอกาสทางความรักจากเพื่อนคนนึง หรือจากครอบครัวที่มาพูดคุย
ผมจะใช้รักแท้นั้นเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ว่าจะผิดที่หน้าตาก็ตาม
หากเป็นไปได้อยากหาคำตอบว่า ผู้หญิงดีๆ เขาเลือกกันยังไง
และตัวผมมีคุณค่าแค่ไหน ไม่มีใครรู้เลย ว่าหน้าตากับจิตใจอย่างไหนที่เรียกว่า รัก
สุดท้ายและท้ายสุด ผมขอบคุณ เว็บ Let me help you ด้วยที่เปิดช่องทางให้คนมาปรึกษาเรื่องต่างๆได้
ถ้าไม่มีเว็บนี้ ผมคงจะหาตอบเจอยากและต้องจองสัมมนาเพิ่มไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ
และผมไม่รู้ว่าจะคุยใครด้วยซ้ำ อย่างน้อยการเขียนข้อความที่ปรึกษาไปนั้น
อย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์กับใครหลายคนในอนาคตอันใกล้ก็ได้ครับ ขอบคุณมากๆครับ จากใจจริงครับ

_________________________________________________________________
พี่ขออนุญาตแก้ไขข้อความเล็กน้อย คือขอเปลี่ยนชื่อน้องผู้หญิงที่น้องกล่าวถึง
โดยเปลี่ยนชื่อเรียกน้องผู้หญิงคนนี้ เป็นคำว่า "เธอ" แทนนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2015, 10:13:21 PM โดย ป๊อป ธิลักษ์ วิพัชยากุล »
บันทึกการเข้า

ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com

  • ธิลักษ์ ซาชาร์ลส์
  • Administrator
  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • *****
  • กระทู้: 31
  • คติพจน์ของฉัน: "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" Cr. พระพยอม
    • ดูรายละเอียด
    • www.PopTiluck.com
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2015, 05:05:20 PM »

สวัสดีค่ะน้องโจ
ขอบคุณสำหรับคำชื่นชมเว็บไซต์ของพี่นะคะ
พี่รู้สึกยินดีที่ได้ทำหน้าที่นี้เพื่อโลกใบนี้ ด้วยเว็บไซต์นี้ค่ะ 
สำหรับเรื่องราวที่น้องได้เล่ามาพร้อมคำถามของน้องนั้น
ยิ่งพี่ได้อ่านพี่ก็ยิ่งรู้สึกว่า พี่ๆมาถูกทางแล้ว ที่ได้ทำเว็บนี้ขึ้นมา
ในขณะที่น้องดีใจที่มีพี่ป๊อปพี่นัทที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้
พี่เองก็ดีใจเหมือนกันที่โลกออนไลน์นี้ ทำให้พี่สามารถช่วยน้องได้ แม้เราจะอยู่ไกลกัน
ขอให้ทำใจให้สบายนะคะ ตราบใดที่พี่ยังมีชีวิต ขอให้คิดว่าเว็บไซต์นี้ เป็นเหมือนมือพีๆที่กำลังจับมือน้องไว้นะคะ

โอเค เรามาเข้าเรื่องของการตอบคำถามของน้องกันเลยเนอะ  :)
แบ่งเป็น3 ประเด็นใหญ่ๆด้วยกันเนอะ
และพี่ขอตอบแบบที่จะตอบต่อไปนี้นะคะ จะได้ง่ายต่อการเข้าใจค่ะ  :)

1.บางที เธอที่เงียบหายบ่อยครั้ง อาจจะเกิดที่หน้าตาผม ไม่คู่ควรกับเขา และไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น
.........
ทั้งๆที่จิตใจของผม เวลารักใคร รักจริง
และตัวผมมีคุณค่าแค่ไหน ไม่มีใครรู้เลย ว่าหน้าตากับจิตใจอย่างไหนที่เรียกว่า รัก
ผมจะใช้รักแท้นั้นเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ว่าจะผิดที่หน้าตาก็ตาม
ก่อนที่พี่จะตอบ พี่เข้าไปดูที่ FB ของน้องเนื่องจากเราเป็นเพื่อนใน FB กันอยู่แล้ว
พี่เห็นว่า น้องเป็นคนหน้าตาดีคนนึงค่ะ  ไม่เห็นจะแย่ตรงไหน แค่ปรับเปลี่ยนเรื่องของบุคลิกภาพนิดหน่อยก็ช่วยให้ดูหล่อยิ่งขึ้นอีกได้ค่ะ
และอยากให้รู้ว่า ในโลกใบนี้ คนที่หน้าตาไม่ดี แท้จริงแล้วมาจากความเชื่อของเขาเอง
ที่พอเขาคิดว่าเขาหน้าตาไม่ดี เขาก็เลยทำตัวตามอย่างที่เขาคิด
ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์ทุกคนสามารถหล่อขึ้น สวยขึ้นได้หมด  ถ้ารู้จักพัฒนาตนเองไปในทางที่ถูก

สิ่งที่น้องต้องพัฒนาคือ การพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองให้สมกับวัย
มันอาจจะยากอยู่เหมือนกันในช่วงเริ่มต้น อาจจะมีเหนื่อยมีท้อ
อาจมีบางครั้งที่รู้สึกอายจนอยากจะหลบลี้หนีหน้าผู้คนบ่อยๆ
หรือรู้สึกว่าทำไมตัวเองตัดสินใจผิดอีกแล้ว รู้สึกรังเกียจตัวเอง
ทุกความรู้สึกแบบนี้ พี่ผ่านมาหมดแล้ว แต่เพราะพี่ไม่ยอมแพ้ พี่ถึงมีวันนี้ได้
และพี่ยังตั้งใจจะไปให้ไกลกว่านี้อีกทั้งด้านทางโลกและทางธรรม
ฉะนั้น พี่ก็ขอให้น้องโจไม่ยอมแพ้ และพยายามพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ
ปรับปรุงแก้ไขกันไปเรื่อยๆ แล้วทุกอย่างในชีวิตจะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับอย่างแน่นอนค่ะ

แต่ตอนนี้พี่อยากแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบคิดมีแฟนเลยนะช่วงนี้ อยู่เป็นโสดไปก่อน
เพราะการมีแฟน มันทำให้เราต้องแบ่งเวลาของตัวเองไปให้แฟน
และบางทีมันอาจทำให้การพัฒนาการด้านความรู้ความสามารถของเราเนิ่นช้าไปมากอีกด้วย
และที่สำคัญอีกอย่าง น้องยังต้องพัฒนาด้านคุณสมบัติของคนรักที่ดี
รวมไปถึงพ่อที่ดีของลูก(แม้ว่าน้องจะไม่คิดมีลูกเลยในชีวิตก็ตาม)ให้ผ่านมาตรฐานก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องมองหาแฟนจะดีกว่าค่ะ


หากเป็นไปได้อยากหาคำตอบว่า ผู้หญิงดีๆ เขาเลือกกันยังไง
อื้ม!.. ในฐานะที่พี่ก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่ดีคนนึงอ่ะนะ  :D พี่ขอใช้มาตรฐานการเลือกแฟนของพี่ในการตอบนะคะ
คุณสมบัติพ่อของลูกต้องมาเป็นอันดับหนึ่งค่ะ
เพราะคนที่เป็นพ่อของลูกที่ดีในมาตรฐานที่พี่ตั้ง จะมีคุณสมบัติของสามีที่ดีในตัวอยู่แล้ว
สำหรับคุณสมบัติพ่อของลูกพี่ก็คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจะรักษาศีล5 ตลอดชีวิต
ต้องมีเป้าหมายชีวิตไม่ต่างกันมาก คิดเห็นเหมือนกันมากเท่าไหร่ยิ่งดี (แต่เรื่องสำคัญต้องคิดเห็นเหมือนกันทั้งหมด เช่นเรื่องการเลี้ยงลูก เป็นต้นค่ะ)
ต้องเป็นผู้ชายทำให้พี่รู้สึกภูมิใจในตัวเขาได้เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก
เป็นผู้ชายที่รู้จักมารยาทการเข้าสังคม ไม่เป็นคนดูถูกตัวเอง ไม่คิดลบ ไม่เป็นคนขี้บ่น
ต้องเป็นคนสุภาพ ไม่หยาบคาย 
หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกโกรธหรือไม่พอใจอะไร ต้องไม่มีนิสัยพูดจาก้าวร้าวเสียงดังใส่คู่กรณีเด็ดขาด
ต้องเป็นคนกล้าแสดงความรัก กล้าบอกรักเรา กล้าบอกรักลูก
มีคุณสมบัติของการเป็นหัวหน้าครอบครัว ควรเป็นคนที่ดูแล้วเก่งกว่าเราได้ตลอดรอดฝั่ง
(ไม่ใช่ดูเก่งกว่าแค่ตอนเริ่มคบกัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่พัฒนาตัวเองเลย)
ต้องเป็นผู้ชายที่ไม่ทำให้เรารู้สึกอาย หรือทำให้คนอื่นรู้สึกกับเราว่า ผู้หญิงอย่างเราทำไมไม่หาแฟนที่ดีกว่านี้
และที่สำคัญ ต้องเป็นผู้ชายที่ไม่กลัวว่าเราจะทิ้งเขาไปมีคนอื่น << ข้อนี้พี่ซีเรียสมาก!
เพราะถ้าเขาเป็นคนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เขาไม่จำเป็นต้องกลัวว่าใครจะทิ้งเขาเลย

ในการตอบกระทู้ พี่จะตอบค่อนข้างละเอียดนะคะ
เพราะถือว่า เน้นที่การตอบผู้ตั้งคำถามเป็นสำคัญ จึงอยากตอบให้ครอบคลุมในทุกประเด็นสำคัญๆให้ได้มากที่สุด
อย่างเรื่องเกณฑ์ในการเลือกคนรัก
ถ้าน้องพัฒนาตนเองได้ตามมาตรฐานนี้เป็นอย่างน้อย ผู้หญิงดีๆเขาก็จะเลือกน้องแน่ๆอ่ะค่ะ
ถ้าน้องมองว่ามันยาก หรือคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ พี่บอกได้เลยนะ มันเป็นความคิดที่มาจากพื้นฐานของความขี้เกียจ
เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติที่เราสามารถสร้างได้ในเวลาไม่กีปี หรือในบางรายก็แค่ไม่กี่เดือน
คุณสมบัติเหล่านี้ มันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่ายที่จะทำให้ได้ มันมีแค่จะ "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" แค่นั้นแหละ

และเรื่องของคำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรเราจึงจะได้มีคุณสมบัติของผู้ชายที่ดีและมีคุณภาพ
พี่อยากบอกว่า ชุดความรู้เหล่านี้มันก็มีให้เราได้อ่าน ได้ดูอยู่ทั่วโลก มีทุกภาษาอยู่แล้วค่ะ
และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ เลือกตัวอย่างของผู้ชายดีๆมาสักจำนวนหนึ่ง แล้วดูว่าพวกเขาทำอย่างไรกับชีวิต
แล้วเราก็ทำวิธีการของพวกเขามาปรับใช้

แต่อย่างแรกที่ต้องเปลี่ยนคือวิธีคิดก่อน อะไรผิดอยู่ก็ควรจะปรับให้เป็นถูกซะ! 
จะได้ร่นระยะเวลาในการได้เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็นได้เร็วขึ้นค่ะ
...............................................
ส่วนเรื่องที่ว่า คนเรารักกันที่หน้าตาหรือจิตใจ
สำหรับพี่นะคะ พี่บอกเลย คนที่เขาสร้างคุณสมบัติตัวเองมาดี เขาเลือกคนที่ระดับสติปัญญา
ย้ำว่า ระดับสติปัญญานะคะ ไม่ใช่ระดับของปริญญาบัตร
ถ้าจบการศึกษาสูงสุดที่ ป.4  แต่พูดภาษาอังกฤษเก่งจากการศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง
ถ้าจบ ป.4 แล้วมีความสามารถในการทำธุรกิจเพราะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง
ถ้าจบ ป.4 แล้วเป็นคนมีศีลธรรม รู้จักดูแลตัวเองให้สะอาดสะอ้าน วางตัวดี แต่งกายเหมาะสมกับกาละเทศะ
และมีคุณสมบัติพ่อของลูกผ่านมาตรฐานแล้วล่ะก็  วุฒิการศึกษาของเขาก็จะไม่มีความสำคัญอะไรเท่าไหร่เลย
ส่วนเรื่องหน้าตา พี่บอกเลยนะคะ ไม่ว่าใครจะเกิดมามีหน้าตาอย่างไร เขาก็สามารถทำตัวเองให้ดูหล่อดูสวยขึ้นได้ทุกคน
ในทางตรงข้าม คนที่มีเค้าโครงหน้าตาดีแท้ๆ แต่หากเขาเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนหน้าตาดี
และปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ดูแลตัวเอง แทนที่เขาจะดูดี ก็จะกลับกลายเป็นดูโทรมๆและขี้เหร่สุดๆไปเลย
พี่ขอยกตัวเองตัวพี่เองนะคะ เค้าโครงหน้าพี่อาจจะดีในความรู้สึกของคนมองหลายคน
แต่น้องลองคิดตามนะคะ ถ้าพี่ปล่อยตัว ไม่อาบน้ำสัก 3 วัน นอนดึกติดกันหลายวันจนหน้าโทรม
ไม่ยอมหวีผม ปล่อยหัวให้กระเซิง ไม่แปรงฟัน ใส่เสื้อผ้าไม่ถูกกาละเทศะ
ท่านั่ง ท่าเดินไม่เรียบร้อย การพูดการจาบ่งบอกว่าเป็นคนชอบคิดแต่ในทางลบ
พี่บอกเลย ถ้าพี่ทำกับตัวเองแบบนี้นะ เค้าโครงหน้าที่น้องเห็นว่าดีมันจะกลายขี้เหร่สุดๆไปเลย
ต่อให้พี่คิ้วเข้ม ตาหวาน จมูกโด่ง ปากสวย คางแหลมได้รูป รวมทั้งฟันทั้ง 32 ซี่จะเรียงตัวสวยจนไม่ต้องไปจัดฟัน
มันก็จะไม่ช่วยอะไรพี่ได้เลย
แต่ถ้าตรงกันข้าม ถ้าคนที่หน้าไม่มีคิ้ว ชั้นตาไม่เท่ากัน จมูกไม่โด่ง ปากดูธรรมดา คางทู่ไม่ได้รูป ฟันเก ฟันเหยิน
แต่เป็นคนมีมารยาท เป็นคนฉลาด ชอบใฝ่หาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
การพูดการจาน่าฟัง น่าอยู่ใกล้ การแต่งกายถูกต้องกับกาละเทศะ
เป็นคนดูแลรักษาความสะอาดร่างกายได้ดี ท่าเดิน ท่านั่งดูสง่าผ่าเผย
(หรืออย่างน้อยก็ไม่ดูเหมือนคนไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง หรือเดินนั่งหลังงอ หรือทำหน้าตาเหมือนคนคิดอะไรไม่ค่อยออกตลอดเวลา)
ถ้าใครทำได้ตามนี้ เขาจะดูหน้าตาดีกว่าขึ้นมาทันที แม้จะมีจุดบกพร่องทางกายภาพอยู่มากก็ตาม
และถ้าพูดถึงความบกพร่องทางกายภาพ พี่ว่ามันเรื่องเล็กมาก
ถ้าคิ้วไม่มีก็เขียนเอาได้ ถ้าคิ้วหนาไปก็กันคิ้วเอา  ถ้าฟันเหยิน ฟันเก ก็ไปจัดฟันได้
ถ้าชั้นตาไม่เท่ากันก็เอาสติกเกอร์แปะตาสองชั้นมาแปะเอาก็เท่ากันละ
ถ้าจมูก ปาก คางไม่สวย ทั้งหมดนี้ถ้าอยากศัลยธรรมก็ไม่มีใครเขาห้าม เป็นสิทธิส่วนบุคคล

พี่อยากให้น้องเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่นะคะ
เพราะตอนนี้เหมือนน้องกำลังไม่ยอมมองทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
และมันทำให้น้องจะโทษคนอื่น เวลาที่ใครเขาไม่อยากสนิทสนมกับน้อง ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดเขาเลย
ภาพลักษณ์มันมีผลทั้งดึงดูดและผลักออก
ภาพลักษณ์ดี ก็ย่อมดึงดูดสิ่งดีๆ และผลักสิ่งไม่ดีออกไปได้
ภาพลักษณ์แย่ ก็ย่อมดึงดูดแต่เรื่องแย่ๆ และผลักสิ่งดีๆออกไปเช่นกัน
ภาพลักษณ์ ไม่ใช่แค่หน้าตา ไม่ใช่แค่การแต่งกาย ไม่ใช่แค่ภาษาพูด ภาษากาย ไม่ใช่แค่ทัศนคติของคนๆนั้น
แต่มันคือทั้งหมดที่กล่าวมานี้รวมกันหมดเลย
เราควรสำรวจตัวเราเองก่อน ว่าเรามีภาพลักษณ์อย่างไร
และลองสังเกตว่า คนที่เขาได้รับแต่สิ่งดีๆ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วนั้น ส่วนใหญ่พวกเขามีภาพลักษณ์โดยรวมอย่างไรกัน
ลองเปรียบเทียบกับตัวเองดู แล้วน้องก็จะพบคำตอบค่ะ
การเปรียบเทียบกันในที่นี้ ไม่ได้เพื่อให้น้องรู้สึกต่ำต้อยลง แต่เป็นไปเพื่อให้เกิดการพัฒนานะคะ
หวังว่าคงเข้าใจและปรับใช้ได้อย่างถูกต้องนะคะ  :)

ขอขยายความอีกนิด เกี่ยวกับเรื่องของหน้าตา
ถ้าถามพี่ว่าพี่ชอบผู้ชายหล่อมั๊ย พี่ขอตอบแบบนี้นะคะ
คนในวงการบันเทิงที่พี่ชอบที่สุด คือ พี่คัตโตะนักร้องนำวงลิปตา และน้องชายของเขาโค้ดดี้
แต่จริงๆก็ชอบอีกเยอะนะ หล่อกว่า 2 พี่น้องคู่นี้ด้วย
แต่พี่ก็ยังชอบ 2 พี่น้องคู่นี้ที่สุด(ในวงการบันเทิงประเทศไทย)อยู่ดี
และมันเป็นเพราะคุณสมบัติของพวกเขาค่ะที่มันโดนใจพี่  ไม่ใช่ที่หน้าตาเป็นหลักเลย

และไม่ว่าจะในวงการหรือนอกวงการ พี่เองเจอคนหล่อๆประจำ
บางคนไม่ใช่แค่หล่อ แต่ยังร่ำรวยด้วย หน้าที่การงานดีด้วย
แต่หากคุยแล้วคำพูดของเขาแสดงออกถึงความใจแคบ เมตตาน้อย เห็นแก่ตัว
หรือการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆอย่างเป็นลบเสียเป็นส่วนใหญ่ แบบนี้ให้หล่อแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าหล่ออ่ะค่ะ

คิดว่าน้องโจอ่านมาถึงตรงนี้ คงเห็นภาพมากขึ้นแล้วเนอะ
ฉะนั้น พี่ขอแนะนำให้น้องปรับเปลี่ยนเรื่องมุมมองตรงนี้ใหม่ให้ไฉไลขึ้นนะคะ 
เพื่อที่การพัฒนาการของน้อง จะได้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วนะคะ  :)


บางที พ่อผมไม่คุยด้วย อาจจะเป็นเรื่อง หน้าตาผมรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ
ถึงอย่างไรพี่ก็ไม่ทราบถึงความเห็นที่แท้จริงของคุณพ่อของน้อง
แต่อยากจะบอกว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่น้องคาดเดาก็ได้
แต่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง
ที่น้องสามารถนำมาประกอบการพัฒนาตนเองในด้านคุณสมบัติความเป็นพ่อของลูกของน้องได้
พ่อแม่เราอาจไม่เหมือนพ่อแม่หลายๆคู่ที่รู้จักวิธีสื่อสารกับลูก หรือรู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับผู้เป็นลูก
นั่นเป็นความน่าเห็นใจมากกว่าที่จะรู้สึกว่าทำไมเขาทำหรือไม่ทำแบบนั้นแบบนี้กับลูกอย่างเรา
อยากให้น้องคิดตามนะคะ สมมติว่าถ้าน้องมีลูกตอนนี้
น้องจะแน่ใจได้อย่างไรว่าตัวน้องจะสามารถเป็นพ่อไม่ขาดตกบกพร่องในหน้าที่พ่อเลยแม้แต่น้อย
ความพร้อมของการเป็นพ่อคนของแต่ละคนในวันที่เขาเริ่มมีลูกนั้นมันไม่เท่ากัน
พ่อบางคนพร้อมมากตั้งแต่ก่อนมีลูก พ่อบางคนค่อยๆพัฒนาไประหว่างเป็นพ่อไปแล้ว
พ่อบางคนคิดว่าหน้าที่พ่อที่ดีมีเพียงส่งเสียเลี้ยงดูให้ได้เรียนสูงๆและกินอิ่มนอนหลับ
แต่มองว่าการบอกรักและกอดลูก หรือเป็นที่ปรึกษาที่ดีของลูกไม่ใช่เรื่องจำเป็น
พ่อบางคนไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับลูกของตัวเอง พ่อบางคนอยากปลอบลูกแต่พูดไม่เป็น
พ่อบางคนทิ้งลูกตั้งแต่ยังไม่เกิด พ่อบางคนข่มขืนได้แม้แต่ลูกสาวในไส้ของตัวเอง
มีพ่อหลายมาตรฐานเหลือเกินค่ะบนโลกใบนี้
แต่เราเกิดมามีพ่อเป็นแบบไหน คำอธิบายเรื่องของกฎแห่งหรรมก็อธิบายไว้ชัดเจนแล้วนะคะ
ในเรื่องของแดนเกิดของแต่ละคน เราได้รับในสิ่งที่เราเป็นผู้ก่อไว้เอง(ทั้งกรรมดีทั้งกรรมไม่ดี)ทั้งนั้น
ตั้งแต่เรื่องของแดนเกิดของเรา จนถึงเรื่องที่เราได้รับและไม่ได้รับตลอดชีวิตของเราเลย
(ถ้าสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมเพิ่มเติม ก็สามารถหาอ่านได้จากในพระไตรปิฎก
เดี๋ยวนี้มีให้อ่านออนไลน์ได้ทั่วโลกแล้วนะคะที่ www.84000.org
หรือหาอ่านจากหนังสือธรรมะที่สนใจ หรือคลิปวิดิโอการบรรยายธรรมต่างๆก็ได้ค่ะ
แต่เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจในธรรมอย่างผิดพลาด
ในเรื่องต้องความถูกต้องของคำสอนนั้น พี่แนะนำให้เทียบเคียงกับพระไตรปิฎกไว้ก่อน
เดี๋ยวนี้คนสอนผิดๆกันเยอะ ต้องระวังค่ะ)


กับพ่อของน้องนั้น แม้ท่านอาจจะไม่ได้เป็นพ่อตามแบบที่เราอยากให้เป็น (หรือรู้สึกว่าเขาน่าจะปฏิบัติต่อเราอย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ ถึงจะเรียกว่าพ่อ)
แต่อย่างไรเขาก็คือผู้ที่ให้กำเนิดเรามา เขาเปิดโอกาสให้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างกุศลต่อในชาตินี้ เท่านี้ก็ถือเป็นพระคุณที่สุดแล้ว
อย่าไปเก็บมาเครียดให้เปล่าประโยชน์เลยค่ะ แค่ท่านไม่เป็นอันตรายกับน้อง พี่ว่าก็โอเคมากละล่ะ อย่าไปน้อยใจเลยนะ
ท่านจะขาดตกพร่องเรื่องความสามารถในการสื่อสารกับลูกไปบ้าง ก็อย่าไปคิดว่ามันเป็นเพราะหน้าตาของน้องเลยค่ะ
ท่านอาจมีปัญหาอะไรของท่านอยู่ ที่หากเราได้รู้เราอาจสงสารท่านมากกว่าสงสารตัวเองก็ได้

...................................................................................
โอเค ตอบมาถึงตรงนี้ พี่เชื่อว่า น้องโจคงจะคิดอะไรเพิ่มเติมได้มากขึ้นทีเดียวนะคะ
เดี๋ยวพี่นัทจะมาตอบให้ต่อนะคะ  ขอให้น้องโชคดี มีชีวิตที่ดีขื่นเรื่อยๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2017, 08:03:41 PM โดย ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com »
บันทึกการเข้า

นัตโตะ ปัณณวีร์ หอวณิชวิทย์

  • Administrator
  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • *****
  • กระทู้: 7
  • การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง Cr.Buffett
    • ดูรายละเอียด
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2015, 07:41:57 PM »

บางที เธอที่เงียบหายบ่อยครั้ง อาจจะเกิดที่หน้าตาผม ไม่คู่ควรกับเขา และไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น
สำหรับเรื่องผู้หญิงคนนั้น ผมว่าอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณคิดก็ได้นะครับ
การที่เธอ "เงียบหาย" ไปนั้น มันอาจมีอะไรมากกว่านั้นก็ได้
เธออาจจะงานเยอะมาก จนไม่ว่างดูไลน์, เมื่อถึงเวลาพัก เธอก็เลือกที่จะคุยกับเพื่อนของเธอมากกว่าที่จะไล่ดูไลน์
(เป็นเรื่องปกติมากที่ไลน์จะเด้งขึ้นมาเยอะ จนหลายคนเลือกที่จะกดเข้าไปแล้วออกมา เพียงแค่ให้การแจ้งเตือนหายไป)
อย่าลืมว่าในการใช้ชีวิตของคนเรา บางครั้งก็ไม่สามารถที่จะดูโทรศัพท์ได้นะครับ เช่น ติดประชุม, คุยกับลูกค้า, ขับรถ
(มีหลายสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมในการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา) หรืออะไรก็ตาม
แต่เหนือสิ่งอื่นใด การที่เธอเงียบหายไปนั้น... ถ้าว่ากันตามตรง ผมก็อยากจะบอกว่า มันเป็นเพราะเธอไม่ได้รู้สึกว่าคุณ "สำคัญ"กับเธอขนาดนั้น
แม้แต่ในวันที่คุณนัดเจอเธอ เธอก็เลือกที่จะไปกับคนอื่นแทน

ส่วนเหตุผลที่เธอไม่เลือกที่จะให้ความสำคัญกับคุณ ตรงนี้คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้อย่าง 100% หรอกนะครับ
แต่ตอนที่คุณคุยกับเธอ คุณแน่ใจหรือไม่ว่า เธอไม่ได้มีใครอยู่ (ทั้งที่คบอยู่แล้วหรือแค่คุยกันอยู่)
ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็คงเป็นไปได้ว่า เธอก็แค่มองคุณเป็นอีก "ตัวเลือก" ที่จะไปต่อหรือไม่ก็ได้
ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็คงต้องพิจารณาอย่างอื่นแล้วว่า เหตุใดเธอถึงเลือกที่จะไม่ไปต่อกับคุณ

แต่ผมอยากจะบอกอย่างนี้ครับว่า เหตุที่เธอไม่เลือกคุณ มันอาจเป็นเพราะจริตบางอย่างมันไม่ตรงกันก็ได้ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณผิดอะไร
ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณให้ความสำคัญกับเธอ แล้วเธอไม่เห็นความสำคัญของคุณเลย...สู้เอาความสำคัญของคุณไปให้คนอื่นที่เขาอยากได้ไม่ดีกว่าหรือ?
พัฒนาความรู้ความสามารถ และสถานะทางการเงินให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง (การเป็นตัวของตัวเอง ไม่เสแสร้ง คนที่เข้ามาจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ)
วันหนึ่งจะมีคนที่มองเห็นความสำคัญของคุณเองครับ

บางที พ่อผมไม่คุยด้วย อาจจะเป็นเรื่อง หน้าตาผมรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ
ผมว่าคงไม่มีพ่อคนใดที่ตัดสินใจว่า จะไม่คุยกับลูกตัวเอง เพียงแค่มองว่าเป็นเพราะหน้าตาหรอกครับ ขอให้แน่ใจได้เลย
ผมเสนอว่า ให้คุณขอโทษท่านก่อน ที่ตวาดเสียงดังใส่
แล้วลองสื่อสารกับท่านตรงๆ ด้วยความนอบน้อม ว่ารังเกียจไหม? ถ้าจะขอเวลาท่านเพื่อเข้าไปคุยด้วย

ลองดูนะครับ ผมเชื่อว่า พ่อทุกคนรักลูกตัวเองอยู่แล้วครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้นะครับว่า รักตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเองให้มากๆ นะครับ
บันทึกการเข้า

Khunjo

  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • **
  • กระทู้: 3
  • คำพูดด้านลบไม่สามารถชี้ชะตาอนาคตได้ ...
    • ดูรายละเอียด
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 12:03:22 AM »

ผมได้อ่านคำตอบของพี่ป๊อบ กับพี่นัทแล้ว ผมต้องขอบคุณ พี่ป๊อบ พี่นัทเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มี let me help you ผมคงไม่รู้จะคุยกับใครให้ผมเดินหน้าชีวิตต่อไปยังไง แล้ว อย่างน้อย คำแนะนำของพี่ๆทั้งสอง จะทำให้ผมได้บริหารชีวิตให้เข้มแข็ง มั่นคงมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมามันก็จริงอย่างที่พี่ป๊อบกับพี่นัทบอก ไม่ใช่อยู่ที่หน้าตาหรือจิตใจ แต่อาจจะเป็น ระดับสติปัญญาก็ได้ บางทีผมควรจะวิเคราะห์องค์รวมของผมให้รู้จักคุณค่าของตัวเองมากขึ้นทุกวัน ทุกวันนี้ผมจองสัมมนาไปหลายงาน ก็เพื่อค้นพบ และรู้จักตัวเองมากขึ้น ผมมีความเชื่อสิ่งหนึ่งว่า ไม่ว่าจะจบอะไรมา ระดับการศึกษาไหนก็ตาม ถ้าเป็นคนที่ดีมีความปัญญาชน ในหัวใจ ไม่ใช่แค่นั้น วาจาทักษะ กิจจะลักษณ์ตัวเรา ถ้าเรารู้จักที่เรียนรู้และวิเคราะห์ตัวเราออก ผมจะไม่ศัลยกรรมใบหน้าอีกต่อไป แต่ที่พี่ป๊อบพูดได้ตรงใจผมที่สุด ก็คือคำแนะนำแรกอย่างเพิ่งมีแฟนในเวลานี้ อันที่จริง ผมตั้งใจทำงาน จดจ่อกับงานอย่างเดียวนะครับตอนนี้ ทุกวันนี้ผมไม่ดูละคร ไม่ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว ผมนั่งเฝ้าบนจอคอมเพื่อฟังคนสำเร็จพูดว่า เขามีวิธีคิดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ หรือ คนที่ผมฟังเขาพูด อาจจะมีสิ่งที่ดีๆซ่อนอยู่ ทัศนคติของแต่ละคน มุมมองของคน ผมฟังทุกตอน บางทีตอนไปสัมมนา ผมเจอคนสำเร็จบางคนอีกด้วยครับ อาทิ โค้ชเอมมี่ คุณพอล คุณตัน คุณเบน จิรายุ คุณอัลเบิร์ท อัครเดช และคนอื่นๆ ที่ผมยังไม่เอ่ย คือเยอะมาก เอาเป็นว่า ผมจะขอรับไว้เป็นข้อพิจารณา ว่าสิ่งที่ผมทำให้เกิดมันผิดพลาดตรงไหน ผมจะได้ปรับและวิเคราะห์แบบเจาะลึกให้จงได้ครับ ผมมีความเชื่ออีกอย่างที่คิดต่อไปอีกคือ สักวันหนึ่งผมจะได้รู้ว่าคุณค่าของตัวผมเอง ที่แท้จริงมันคืออะไร และถึงเวลานั้น จะมีคนเข้าใจเราอย่างแน่นอน แต่ต้องบริหารความจริงด้วย ผมไม่ได้คิดสูง เพราะบางเรื่องก็จินตนการไม่ออกด้วย (อาจจะงงซะหน่อย แต่อย่างไรก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพิมพ์ลงไปบ้าง) แต่เอาเป็นว่า ขอบคุณจากใจจริงมากครับ ขอบคุณมากๆ ไว้โอกาสหน้า จะมาตั้งกระทู้เล่าเรื่อง ถามเพื่อปรึกษาพูดคุยกันต่อไปด้วยครับ ขอเป็นกำลังใจให้ พี่ป๊อบ กับ พี่นัท ประสบความสำเร็จกับ เว็บ let me help you ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า

ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com

  • ธิลักษ์ ซาชาร์ลส์
  • Administrator
  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • *****
  • กระทู้: 31
  • คติพจน์ของฉัน: "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" Cr. พระพยอม
    • ดูรายละเอียด
    • www.PopTiluck.com
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2015, 04:45:55 AM »


ผมได้อ่านคำตอบของพี่ป๊อบ กับพี่นัทแล้ว ผมต้องขอบคุณ พี่ป๊อบ พี่นัทเป็นอย่างมาก
ถ้าไม่มี let me help you ผมคงไม่รู้จะคุยกับใครให้ผมเดินหน้าชีวิตต่อไปยังไง
แล้ว อย่างน้อย คำแนะนำของพี่ๆทั้งสอง จะทำให้ผมได้บริหารชีวิตให้เข้มแข็ง มั่นคงมากขึ้น
พี่ยินดีเสมอนะคะ  :)  ขอให้น้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็เป็นความสุขของพี่ทั้งสองคนละล่ะ  :)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมามันก็จริงอย่างที่พี่ป๊อบกับพี่นัทบอก ไม่ใช่อยู่ที่หน้าตาหรือจิตใจ
แต่อาจจะเป็น ระดับสติปัญญาก็ได้
บางทีผมควรจะวิเคราะห์องค์รวมของผมให้รู้จักคุณค่าของตัวเองมากขึ้นทุกวัน
ทุกวันนี้ผมจองสัมมนาไปหลายงาน ก็เพื่อค้นพบ และรู้จักตัวเองมากขึ้น
ผมมีความเชื่อสิ่งหนึ่งว่า ไม่ว่าจะจบอะไรมา ระดับการศึกษาไหนก็ตาม
ถ้าเป็นคนที่ดีมีความปัญญาชน ในหัวใจ ไม่ใช่แค่นั้น วาจาทักษะ กิจจะลักษณ์ตัวเรา
ถ้าเรารู้จักที่เรียนรู้และวิเคราะห์ตัวเราออก
ถ้าพูดถึงเรื่องสัมมนานะ พี่แนะนำว่า ปรึกษาพี่ก็ได้นะ ถ้าอยากไปสัมมนาดีๆที่ไหน
พี่กับพี่นัทเองก็ไปสัมมนามาเยอะมาก ผ่านมาแล้วทั้งสัมมนาระดับ World Class และสัมมนาเล็กๆ
จนในที่สุดก็ตกผลึกมาได้ว่า ในช่วงต้นๆของการเริ่มเข้าเรียนสัมมนาต่างๆแล้ว
ควรเลือกสัมมนาที่เป็นสัมมนาระดับ World Class ค่ะ เพราะจะช่วยประหยัดเวลาในการประสบความสำเร็จของเราได้ดีกว่า
เพราะแม้บางสัมมนา ชุดความรู้จะเหมือนกัน แต่การตอบคำถาม และเรื่องราวประสบการณ์ส่วนตัวของผู้สอนนั้นต่างกันมาก
และการได้รับฟังตัวอย่างประสบการณ์ที่ผู้สอนเป็นผู้แบ่งปัน (ไม่ว่าประสบการณ์ของตัวผู้สอนเองหรือคนที่ผู้สอนรู้จัก)
ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของเรา ซึ่งคนระดับโลก มีวิธีสอนวิธีการยกตัวอย่าง วิธีการตอบคำถามต่างๆที่เฉียบขาดมาก
อีกทั้งยังเป็นเจ้าของประสบการณ์ที่ไม่ํรรมดาอีกด้วย
โดยเฉพาะช่วงตอบคำถาม บอกเลยว่าสุดยอด
นอกจากนั้นแล้ว สำหรับตัวพี่เอง ซึ่งมีจะทำความรู้จักกับผู้สอนเสมอ หรือพูดง่ายๆว่า
ไม่มีผู้สอนคนไหนที่พี่เรียนกับเขาจะจำหน้าและชื่อของไม่ได้ บางคนจำอาชีพพี่ได้ด้วยอีกต่ะหาก  :D
และพี่พบว่า มิตรภาพที่เรามีต่อกัน มันทำให้พี่ได้รับโอกาสในการปรึกษาเทรนเนอร์คนนั้นมากกว่าใครๆ
อย่างเทรนเนอร์คนหนึ่ง โรเบิร์ต ริโอเพล >> www.facebook.com/TheRobertRiopel

ทีเป็นคุณครูที่พี่เคารพมาก ทุกครั้งที่พบกัน เขาทำให้พี่รู้สึกว่าพี่คือคนสำคัญ
และเขาคือคนที่ตอบคำถามเก่งมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเขาคือบุคคลระดับโลกคนหนึ่ง
สิ่งที่เขาเป็น มันสะท้อนมาถึงพี่ ทำให้พี่รู้สึกว่าพี่อยากจะทำอะไรให้ว่าสิ่งที่เขาสอนพี่มันไม่เสียแรงเปล่า
ทุกครั้งที่พี่เจอเขาปีละ 1 - 2 ครั้ง ที่จะมีอะไรดีขึ้นๆไปเล่าให้เขาฟังเสมอ แม้ว่าพี่จะพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น (คือได้น้อยมาก กำลังค่อยๆฝึกค่ะ)
แต่พี่ไม่เคยให้ภาษามาเป็นอุปสรรคเลย พี่หาคนช่วยแปลให้พี่คุยกับเขาตลอด
และพี่ใช้โอกาสที่เคยทำให้เขาจำพี่ได้ครั้งนั้น เพื่อถามคำถามอย่างน้อยครั้งละ 1 คำถามเสมอ
ที่เป็นคำถามที่ยากจริงๆ ซึ่งบอกเลยว่า ทุกครั้งที่ได้รับคำตอบ พี่สะเทือนทุกครั้งเลย บางครั้งถึงกับน้ำตาไหล
วิธีการตอบคำถามของเขามันช่วยยกระดับสติปัญญาเราได้เยอะมากๆที่เดียวในแต่ละครั้ง
แม้การตอบครั้งนั้นจะแค่เพียงไม่กี่นาที
แต่นี่แหละค่ะ สิ่งที่เทรนเนอร์ระดับโลกกับเทรนเนอร์ที่อยู่ระหว่างฝึกฝนมันแตกต่างกันตรงที่การตอบคำถามสดๆนี้แหละ
แต่ก่อนพี่เคยคิดว่า "จ่ายแพงกว่าทำไม" สัมมนาในไทยที่ถูกกว่าและสอนโดยคนไทยก็มีเยอะแยะ
แต่จากประสบการณ์ 2 ปีของการเข้าเรียนสัมมนาหลากหลายสัมมนา
สิ่งที่พี่เห็นอย่างชัดจเจนคือ เพื่อน 2 กลุ่ม กลุ่มที่เน้นการเรียนกับสัมมนาระดับโลกมา
กับกลุ่มที่ปิดใจจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการเข้าสัมมนา
ชีวิตของ 2 กลุ่มนี้ต่างกันเห็นๆเลย กลุ่มที่เรียนกับสัมมนาระดับโลก บางคนก่อนไปเรียนมีหนี้ตั้ง 4 ล้าน
แต่พอไปเรียนสัมมนาระดับโลก เขาใช้หนี้ 4 ล้านหมดภายใน 3 เดือน และสร้างธุรกิจมูลค่า 30 ล้านได้ใน 8 เดือนแรก
บอกชื่อให้เลยก็ได้ค่ะ คุณรมยกร สุวิสิทฐ์ เจ้าของบริษัท PANPHO
และสัมมนาที่เขาลงเรียนคือ The Millionaire Mind Intensive ของ T.Harv Eker
และอีกหลายๆคนที่ได้มากกว่า 30 ล้านอีก บางคน 100 ล้าน
สูงสุดคือ 400 ล้าน คนนี้ชื่อ คุณรวิโรจน์ อัมพลเสถียร ผู้เขียนหนังสือ "ปั๊มเงินด้วยอสังหาฯไว้ใช้ตลอดชาติ"
พี่จึงอยากแนะนำว่า ในช่วงต้นๆของชีวิต เรียนสัมมนาระดับ World Class เลยดีกว่า
จะเป็นคนไทยสอน หรือฝรั่งสอนก็อย่าไปซีเรียสเรื่องนั้นค่ะ คนเหมือนกันหมด จะประเทศไหนไม่สำคัญ อย่าให้ภาษามาเป็นอุปสรรคเป็นพอ
ส่วนสัมมนาในไทย โดยส่วนตัวพี่นะ พี่ดูที่เนื้อหาก่อน และก็ดูว่าคนสอนเป็นใคร มีผลลัพธ์อย่างไร นิสัยใจคอเป็นยังไง
กลุ่มผู้เรียนในคลาสน่ามีทัศนคติเป็นอย่างไร
คือเน้นที่การมีเพื่อนใหม่ในคลาสมากกว่าถ้าเป็นสัมมนาห้องเล็ก ไม่ถึง 50 คน

สรุปสำหรับความเห็นเรื่องการเลือกสัมมนาของพี่ก็คือ
จากที่เคยมองว่า การเรียนสัมมนาระดับ World Class คือการจ่ายแพงกว่า ตอนนี้กลายเป็น
การเรียนสัมมนาระดับ World Class คือการจ่ายถูกกว่ามากนัก เพราะเวลา มีค่ามากกว่าเงิน ค่ะ
และสัมมนาระดับ World Class สำหรับพี่ ให้ความรู้สึกประหยัดทั้งเวลาและทั้งเงินได้มากกว่าจริงๆ
เมื่อคำนวณโดยละเอียดทั้งสิ่งที่เราจ่ายไปกับสิ่งที่เราได้มาก
แต่อย่างไร พี่ไม่ปฏิเสธการเรียนกับสัมมนาของเทรนเนอร์คนไทยนะคะ ไม่เลย พี่เรียหมดค่ะ
บางเนื้อหาเรียนกับฝรั่งแล้ว พอเจอคนไทยเปิดสอนคล้ายๆกันพี่ก็ลงเรียนกับคนไทยซ้ำ
บางเนื้อหาเรียนกับคนไทยแล้ว เจอฝรั่งเปิดสอนก็ยังอยากเรียนกับฝรั่งซ้ำ
พิจารณาแค่ว่าเนื้อหาที่สอนมันคือวิชาอะไร และไม่ได้ซีเรียสว่าคนสอนเป็นชาติไหน ถือว่าคนเหมือนกัน ถ้าสอนดีก็เรียนหมดค่ะ

ยังไงถ้าอยากไปสัมมนาไหนด้วยกันกับพี่(หรือสัมมนาที่พี่เคยเรียนมาก่อน)ก็บอกได้นะ
เดี๋ยวพอมีตารางวันที่ของสัมมนาไหนน่าสนใจ เดี๋ยวพี่เข้าไปบอกให้ใน FB ค่ะ  :)


ผมจะไม่ศัลยกรรมใบหน้าอีกต่อไป
ถ้าพูดถึงเรื่่องการศัลยกรรม ในความเห็นพี่นะ มันไม่ใช่อะไรที่พี่จะรู้สึกว่าไม่ดีนะ
ถ้าทำแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้น ก็ทำไปเถอะ
แต่พี่เองก็ไม่ได้ทำหรอกนะ แต่ก่อนเคยคิดจะทำตา 2 ชั้นเพราะชั้นตาพี่ไม่เท่ากัน ข้างนึงชั้นเดียว ข้างนัง 2 ชั้น
ทุกครั้งที่ส่องกระจก มันรูัสึกเหมือนหน้าเบี้ยวๆยังไงไม่รู้
แต่พอโลกเราผลิตสติ๊กเกอร์แปะตา 2 ชั้นขึ้นมา พี่เลิกคิดเรื่องศัลยกรรมไปเลย 555  ;D

แต่ประเด็นที่อยากจะชี้แนะในเรื่องนี้ก็คือ อย่าไปรู้สึกว่าการศัลยกรรมเป็นเรื่องไม่ดีน่ะค่ะ
เพราะมันคือความเห็นที่มีอคติมาเจือปน แต่ถ้าจะไม่อยากทำศัลยกรรมก็น่าจะเป็นเหตุผลอื่นมากกว่าที่มันไม่เจือปนด้วยอคติเลย


แต่ที่พี่ป๊อบพูดได้ตรงใจผมที่สุด ก็คือคำแนะนำแรกอย่างเพิ่งมีแฟนในเวลานี้
รอให้พร้อมจริงๆก่อน หรือเจอคนที่รักกันทั้งสองฝ่าย และรักกันมากจนรอให้ทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยเป็นแฟนไม่ไหว
นั่นแหละแล้วค่อยมีแฟนจะดีกว่า

และพี่แนะนำให้ตั้งสเปค(แม่ของลูก)ไว้ก่อนนะคะ  ส่วนเรื่องของการตั้งสเปคนี้จะสามารถช่วยให้คำปรึกษาได้
ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งภรรยาและแม่ของลูกในฝัน
ไว้ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็แจ้งขอปรึกษามาได้ค่ะ แต่ถ้ายังไม่ถาม พี่ก็จะยังไม่แนะนำตอนนี้นะคะ อาจจะเอาไว้ตั้งกระทู้ใหม่ถามเนอะ
คนอื่นจะได้ได้ประโยชน์ร่วมกันเนอะ  :D


อันที่จริง ผมตั้งใจทำงาน จดจ่อกับงานอย่างเดียวนะครับตอนนี้
ทุกวันนี้ผมไม่ดูละคร ไม่ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว
ผมนั่งเฝ้าบนจอคอมเพื่อฟังคนสำเร็จพูดว่า เขามีวิธีคิดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
หรือ คนที่ผมฟังเขาพูด อาจจะมีสิ่งที่ดีๆซ่อนอยู่ ทัศนคติของแต่ละคน มุมมองของคน
ผมฟังทุกตอน บางทีตอนไปสัมมนา ผมเจอคนสำเร็จบางคนอีกด้วยครับ
อาทิ โค้ชเอมมี่ คุณพอล คุณตัน คุณเบน จิรายุ คุณอัลเบิร์ท อัครเดช และคนอื่นๆ ที่ผมยังไม่เอ่ย คือเยอะมาก
ดีแล้วค่ะ ไม่สูญเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระมากเกินพอดีน่ะดีแล้ว
แต่อย่าลืมว่าการใช้ชีวิตที่ดี ไม่ควรตึงไป หรือหย่อนเกินไป
ถ้าเรารู้จักจัดสรรเวลา พี่บอกเลยว่า ทุกอย่างจะสมดุลกันหมด ทั้งเวลาทำงานและเวลาผ่อนคลาย

และสิ่งทีพี่รู้สึกชื่นชมคือ น้องไม่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
แต่มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ไม่ดีแต่พูดว่าอยากสำเร็จเหมือนพูดลอยๆ
หรือหวังว่าความสำเร็จจะมาหาง่ายๆโดยไม่ต้องทำอะไร
การที่น้องแน่นแน่และมีความมุ่งมั่นในการทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆแบบนี้
จะทำให้ชีวิตในวัยชราของน้อง เป็นชีวิตที่ไร้ความกังวลใจและเป็นชีวิตวัยชราที่มีคุณภาพ เป็นที่รักของลูกหลาน

และอีกอย่างหนึ่งที่พี่รู้สึกชื่นชมน้องโจมากก็คือ พี่สัมผัสได้จากในการเขียนคำขอบคุณของน้อง
เมื่อเทียบกับคำถามที่น้องตั้งนี้ พี่รู้สึกได้ว่าความคิดน้องดีขึ้นจนเหมือนคนละคนเขียนเลยทีเดียว
อ่านแล้วพี่ปลื้มใจมากค่ะ  :)
ขอเป็นกำลังใจให้น้องมีมีการพัฒนาการที่รวดเร็วนะคะ
จะได้ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อบ่อยๆเหมือนอย่างที่ใครหลายคนเป็น จนพวกเขาถอดใจไม่อยากพัฒนาอะไรอีกต่อไปแล้ว
แล้วก็กลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เขารู้สึกว่าเขาพอใจ พื้นที่ที่ให้คุณภาพชีวิตที่ไม่เวิร์คในระยะยาว
พี่ก็หวังว่าน้องจะไม่ใช่คนที่ถอดใจยอมแพ้อะไรง่ายๆนะคะ เพราะความสำเร็จมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย มีแต่ทำหรือไม่ทำเท่านั้น
และทุกความสำเร็จมันมีสเตปของมัน ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ
ทำจริงและทำถูกวิธี รับรองความสำเร็จจะอยู่อีกไม่ไกล พี่เอาใจช่วยนะคะ  :)


เอาเป็นว่า ผมจะขอรับไว้เป็นข้อพิจารณา ว่าสิ่งที่ผมทำให้เกิดมันผิดพลาดตรงไหน
ผมจะได้ปรับและวิเคราะห์แบบเจาะลึกให้จงได้ครับ
จ้ะ ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วย ที่พี่พอจะช่วยได้ ก็บอกพี่ได้นะ  :)

ผมมีความเชื่ออีกอย่างที่คิดต่อไปอีกคือ
สักวันหนึ่งผมจะได้รู้ว่าคุณค่าของตัวผมเอง ที่แท้จริงมันคืออะไร
และถึงเวลานั้น จะมีคนเข้าใจเราอย่างแน่นอน แต่ต้องบริหารความจริงด้วย
ผมไม่ได้คิดสูง เพราะบางเรื่องก็จินตนการไม่ออกด้วย
(อาจจะงงซะหน่อย แต่อย่างไรก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพิมพ์ลงไปบ้าง)
พี่แค่ไม่แน่ใจว่าพี่จะตีความผิดหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะเดาผิดไปทั้งหมดอ่ะนะ
อันดับแรกเกี่ยวกับประเด็นนี้ พี่อยากบอกว่า น้องควรตระหนักรู้ในคุณค่าของน้องได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้
ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พี่แนะนำว่าให้เขียนข้อดีของตัวเองออกมาให้มากที่สุด
ความจริงแล้ว พี่ก็อยากจะให้เวลาในการให้คำปรึกษาแบบเจอกันตัวเป็นๆแล้วนั่งคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยว่างเลย แต่ถ้ามีโอกาสดีๆเมื่อไหร่ คงได้คุยกันสักครั้ง แล้วหยิบเอาประเด็นนี้มากางมาคุยกันอีกครั้งนะคะ
แต่ถ้าจะให้ดีพี่อยากแนะนำว่า หลังจากอ่านคำตอบนี้ของพี่จบแล้ว
น้องถามพี่ต่อเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้เลยค่ะ โดยเราจะคุยกันทุกวันก็ได้ ผ่านกระทู้นี้
ช่วงนี้เว็บไซด์เพิ่งเปิดตัว และพี่ไม่ได้โปรโมทมากมาย เรื่องการให้เวลาน้องในเว็บไซด์นี้ยังคงให้ได้เต็มที่อยู่
ยังไงก็คุยกันเรื่อยๆผ่านเว็บบอร์ดนี้ได้เสมอนะคะ พี่ยินดีให้คำปรึกษาน้องอย่างเต็มที่อยู่แล้ว  :)


แต่เอาเป็นว่า ขอบคุณจากใจจริงมากครับ ขอบคุณมากๆ
ไว้โอกาสหน้า จะมาตั้งกระทู้เล่าเรื่อง ถามเพื่อปรึกษาพูดคุยกันต่อไปด้วยครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ พี่ป๊อบ กับ พี่นัท ประสบความสำเร็จกับ เว็บ let me help you ด้วยนะครับ
ได้จ้ะ และยินดีเสมอนะ  :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2017, 12:20:54 PM โดย ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com »
บันทึกการเข้า

BillyBird

  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • **
  • กระทู้: 18
  • ทำดี... สิ่งนี้ที่เป็นศักดิ์ศรี
    • ดูรายละเอียด
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2015, 08:10:48 AM »

1.บางที เธอที่เงียบหายบ่อยครั้ง อาจจะเกิดที่หน้าตาผม ไม่คู่ควรกับเขา
และไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น

// เป็นไปได้ครับ... รูปที่ต้องตาต้องใจคนมันก็ชวนให้คนอยากรู้จัก สนิทสนม

 2.บางที พ่อผมไม่คุยด้วย อาจจะเป็นเรื่อง หน้าตาผมรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ
// อันนี้ จขกท. พูดเหมือน รูปกาย ที่ตนอาศัยอยู่ มันไม่งามขนาดหนัก หรือไม่ก็ จขกท. ไม่ค่อยพอใจอย่าแรง!
ผมก็ไม่ทราบวิสัยของการเป็นพ่อคนนะ... แต่เป็นพ่อลูกกันแล้ว เรื่องรูปร่างหน้าตามันไม่น่าใช่!
อาจมีสาเหตุอื่น ๆ รึเปล่า หรือจขกท. คิดมากไปสักหน่อย... ต้องลองเปิดใจคุยกัน...

 ทั้งๆที่จิตใจของผม เวลารักใคร รักจริง และที่ได้โอกาสทางความรักจากเพื่อนคนนึง หรือจากครอบครัวที่มาพูดคุย
ผมจะใช้รักแท้นั้นเต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ว่าจะผิดที่หน้าตาก็ตาม
// ผิดที่หน้าตา มันผิดยังไง!? จขกท.ทำยังกับว่าทั้งโลกเขาจะยอมรับคนกันที่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น!
ซึ่ง... ในความเป็นจริงแล้วสังคมก็ยังไม่น่าจะโหดร้ายถึงเพียงนั้นนะครับ...

หน้าตากับจิตใจอย่างไหนที่เรียกว่า รัก
// ความรัก... ผมมีแฟนแล้ว รู้จักกันมา 7-8 ปี ตัดสินใจอยู่ด้วยกัน(ผมเป็นคนตัดสินใจเอง) ประมาณ 3 ปีแล้ว...
ผมยังไม่รู้เลยว่ารักเป็นอย่างไร! แต่มันน่าจะเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ เราอยากทำสิ่งดี ๆ ต่อคน ๆ นั้นด้วยหัวใจที่งดงาม (อาจรวมถึงพรหมวิหาร ๔)
ความรักความหลงนี่ต้องมองให้เห็นนะ...

จนถึงทุกวันนี้ผมอยู่ด้วยกัน... บางทีมันก็รู้สึกเหมือน เป็นคน ๆ เดียวกัน... หรือบางทีชีวิตที่ผมดำเนินต่อไป มันก็ขึ้นอยู่กับเธอล่ะ... เช่น ผมไปวิ่งคนเดียว แล้วผมก็เบื่อ ๆ ไม่รู้วิ่งไปทำไม
แต่วันนึงเธอไปซื้อรองเท้าวิ่ง แล้วเธอชวนผมไปวิ่ง เออ อันนี้ ผมตอบตัวเองได้ว่า ผมไปวิ่งเป็นเพื่อนเธอ...
ผมได้กินของอร่อย ๆ เพราะเธอมักจะชวนผม
เธอบอกว่าเธออยากไปเที่ยวที่ไกล ๆ บ้าง... ซึ่งในขณะที่ผม ก็ไม่ค่อยได้คิดอะไร... แต่พอเธอบอกมาอย่างนี้ ผมก็ต้องหาวิธีที่จะให้ได้ไปพาเธอไป...(มีแรงใจทำงานเก็บตังค์)
ถ้าผมทำได้ ผมก็คงได้ไปเที่ยว...

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ... เรื่องชีวิตเนี่ย... ถ้าเกิดได้ไปอยู่ใกล้ชิดใคร หรือมีคู่ครองอย่างไรแล้ว... เราก็จะเป็นอิทธิพลซึ่งกัน...
และโดยวิสัยของผู้ชายมั๊ง หรือตัวผมเอง... มันก็จะค่อย ๆ ปรับตัว แล้วก็"ตามใจ" ผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
ก็ลองขัดดูสิครับ... ไม่มีความสุขหรอก... สุดท้ายเราก็ต้องยอม... อาจเป็นนิสัยของเพศชายก็ได้ครับ...
คือ มักจะเป็นฝ่ายยอมและตามใจผู้หญิงในที่สุด!!!

คือ เวลาดูหนังดูละครเนี่ย... หนังมันจบแค่ได้กัน...ที่เรียกว่า happy ending
แต่สำหรับชีวิตจริงแล้ว นั่นมันแค่เริ่มต้น! ครับ...

คนก็เลยอินไปกับอะไรแบบนั้น... ปรารถนาช่วงสั้น ๆ แบบนั้น...

มิติจริง ๆ คนที่เขาอยู่ร่วมกันนาน ๆ หรือครองคู่กันจนแก่ตาย มันใช้การพิสูจน์ด้วยใจล้วน ๆ
บันทึกการเข้า

ป๊อป ธิลักษ์ PopTiluck.com

  • ธิลักษ์ ซาชาร์ลส์
  • Administrator
  • เพื่อนใหม่ผู้น่ารัก
  • *****
  • กระทู้: 31
  • คติพจน์ของฉัน: "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" Cr. พระพยอม
    • ดูรายละเอียด
    • www.PopTiluck.com
Re: ปัญหาทางความรัก ระหว่างหน้าตา กับจิตใจ???
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2015, 01:40:12 AM »

พี่รู้สึกดีใจนะ ที่ได้อ่านที่น้องเบิร์ดมาตอบกระทู้นี้
รู้สึกไหมว่าตัวเองเหมือนคนละคนกับที่ตั้งกระทู้ก่อนหน้านี้ไว้เลย

และพี่คิดว่าหลังจากที่น้องเบิร์ดได้มาตอบกระทู้นี้แล้ว
น่าจะได้เข้าใจอะไรๆในชีวิตมากขึ้นนะ

ข้อดีเบิร์ดก็มีเยอะนะ พี่อยากให้เราโฟกัสข้อดีของเราให้มาก
พยายามเรียนรู้ตัวเอง พยายามรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
แล้วเราค่อยๆเก่งในเรื่องของรู้วิธีชนะใจตัวเองขึ้นเรื่อยๆนะ

พี่เป็นกำลังใจให้จ้ะ  :)
บันทึกการเข้า